สิ่งที่ได้เรียนรู้ในครั้งนี้
ได้เรียนรู้เรื่อง การเขียนจดหมาย
1.การเขียนเชิงกิจธุระ
แบบฟอร์ม คือ เอกสารที่จัดทำขึ้น แบ่งเป็น 4 ประเภท
1. แบบฟอร์มที่ใช้ติดต่อบังคับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน แบบฟอร์มชนิดนี้หน่วยงานเป็นผู้จัดเตรียมขึ้น
2. แบบฟอร์มผู้อื่นขอความร่วมมือให้กรอก แบบฟอร์มที่ใช้เพื่อต้องการทราบข้อมูลทั้งที่เป็นข้อเท็จจริง
3. แบบฟอร์มที่ใช้ภายในองค์การ องค์การสมัยนี้มีระบบการรสยรวมเรื่องราวทุกชนิดที่เกี่ยวกับบุคลากรภายในหน่วยงานของตนด้วยวิธีให้กรอก เช่น แบบฟอร์มใบลา
*ความรู้องค์การใหญ่กว่าองค์กร
*ใบสมัครงาน ข้อพึงระวังคือ ห้ามมีลอยลบ
4. แบบฟอรฺมสัญญา สัญญาในที่นี้หมายถึง เอกสารที่มีผลผูกพันธ์ทางกฎหมายระหว่างบุคคล 2 ฝ่าย เช่น สัญฯาจะซื้อขายสินค้า
*การกรอกแบบฟอร์มสัญญาต้องกรอกด้วยความระมัดระวัง และจะต้องเข้าใจเงื่อนไขผูกมัดต่างๆ ให้ดีเสียก่อน
จดหมายกิจธุระ เป็นจดหมานระหส่างบุคคลติดต่อกับยุคคล ด้วยเรื่องทั่วๆ ไป เช่น การติดต่อสอบถาม
จดหมายเปิดผนึก เป็นจดหมายประเภทกิจธุะเขียนเผยแพร่ต่อสาธารณะชน สื่อมวลชน ซึ่งส่วนมากได้แก่ หนังสือพิมพ์หรือวิทยุกระจายเสียง เผยแพร่ผ่านอินเตอร์เน็ต เพื่อลงหรือประกาศข้อความในจดหมายให้ประชาชนทั่วไปทราบ
จดหมายราชการ หรือ หนังสือราชการ เป็นจดหมายที่ติดต่อสื่อสารระหว่างส่วนราชการหนึ่งกับอีกส่สนราชการหนึ่ง หรือติดต่อสื่อสารกันในระหว่าง กระทรวง ทบวง กรม กอง เดียวกัน รวมทั้งติดต่อสื่อสารกับหน่วยงานเอกชนต่างๆ ด้วยจดหมาย ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารเป็นภาษาระดับทางการ
ประกาศ เป็นการสื่อสารที่ใช้เผยแพร่ได้อย่างกว้างขวาง
- ประกาศทางราชการ มักจะเป็นข้อความที่ค่อนข้างยาว ละเอียด และเกี่ยวเนื่องกับตัวยทกฎหมาย โดยมีจุดประสงค์จะประกาศแจ้งให้บุคคลทั่วไปได้ทราบ
2.การเขียนจดหมายธุรกิจ
จดหมายธุรกิจแบบราชการ ใช้รูปแบบเหมือนหนัวสือราชการภายนอกแต่ดัดแปลงรายละเอียดเล็กน้อยให้เหมาะสมแก่การปฏิบัติ
การเขียนหัวข้อต่างๆ ในจดหมายธุรกิจ
- หัวจดหมาย : ชื่อและที่อยู่ของบริษัท ห้างร้าน มักนิยมพิมพ์เป็นหัวข้อกระดาษจดหมายสำเร็จรูป
- วัน เดือน ปี : มักระบุเพียงเลขวันที่ ชื่อเดือน ปีพ.ศ.
- เรื่อง : เขียนสั้นๆ กระทัดรัดได้ใจความ
- คำขึ้นต้น : มักใช้คำว่า "เรียน"
- ข้อความ : มักเขียน 2-3 ย่อหน้า ย่อหน้าแรกจะกล่าวเหตุที่มีจดหมาย ย่อหน้าต่อมาจะแจ้งความประสงค์
- คำลงท้าย : มักใช้คำว่า "ขอแสดงความนับถือ"
- ลายเซ็นต์หรือลายมือชื่อของผู้ลงนามในจดหมาย
- ชื่อเต็มของผู้ลงนามในจดหมายโดยระบุอยู่ในวงเล็บ
ความรู้ใหม่
ได้เรียนรู้ในการแยกประเภทของจดหมายที่จะทำให้ง่ายในการจดจำและเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้น โดยจะแยกเป็น
4 ประเภท ดังนี้
1. จดหมายส่วนตัว : จดหมายถึงเพื่อน ญาติพี่น้อง
2. จดหมายกิจธุระ : จดหมายลาป่วย ลากิจ
3. จดหมายธุรกิจ : จดหมายติดต่อเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ
4. หนังสือราชการ : เอกสารที่ใช้ในการติดต่อกัยราชการ
ข้อเสนอแนะ
เนื้อหามีจำนวนมาก แต่เวลาในการเรียนมีเวลาที่จำกัดทำให้ในบางเรื่อง บางหัวข้อไม่ค่อยเข้าใจค่ะ
นางสาวสุนทรี ถนอมพงษ์ รหัส55113400166 ตอนเรียน D1
วันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2557
วันจันทร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2557
บันทึกสะท้อนการเรียนรู้ครั้งที่ 7
สิ่งที่ได้เรียนรู้ในวันนี้
กวีนิพนธ์ คือ บทร้อยกรองที่สร้างสรรค์ความงามด้วยอักษร จังหวะหรือท่วงทำนอง มีถ้อยคำที่สื่อสารอันอาจเป็นสัญลักษณ์หรือการสร้างภาพพจน์เพื่อให้อ่านเกิดจินตนาการได้อย่างสวยงามกว้างไกลและไร้ขอบเขตรวมทั้งเกิดความรู้สึกสะเทือนใจที่ลึกซึ้ง
- สัมผัสคล้องจอง พยางค์ที่คล้องจองด้วยเสียงของสระหรือเสียงของพยัญชนะ
- สัมผัสนอก สัมผัสนอกวรรคและนอกบท หรือระหว่างวรรค
สัมผัสใน สัมผัสในวรรคเดียวกันซึ่งมีทั้งสัมผัสสระและสัมผัสอักษรเพื่อความไพเราะ
- คำเสียงสูง เหมาะเป็นคำท้ายสุดของวรรครับของกลอนสุภาพ
- คำไวพจน์ คำที่มีความหมายอย่างเดียวกันหรือคำที่พ้องความหมาย
- คำเอก ได้แก่ ก่อน แต่ เนิ่น แม่ พ่อ ว่า
คำโท คือ คำที่มีวรรณยุกต์โท
บทร้อยกรองมี 5 ชนิด คือ
1. โคลง 2.ฉันท์ 3.กาพย์ 4.กลอน 5.ร่าย
สิ่งที่ได้เรียนรู้ใหม่
วรรณกรรม อะไรก็ตามที่เราเขียนขึ้นมาจัดว่าเป็นวรรณกรรม วรรณกรรมงานเขียนทุกประเภทมีอย่างเดียวที่ไม่เป็นวรรณกรรม คือ หนังสือเรียน เพราะเป็นสื่อที่ให้ความรู้ข้อเท็จจริง
วรรณคดี จะมีระยะเวลาที่นาน ในสมัยรัชกาลที่ 6 ถ้าหากวรรณคดีใดตราด้วยวรรณคดีสโมสรจัดว่าเป็นวรรณคดี
ข้อเสนอแนะ
ได้รู้จักการแต่งกาพย์ยานี11 ซึ่งทำให้เกิดความคิด การใช้ภาษาที่มีการสัมผัสในแต่ละวรรคแตาละบท ซึ่งทำให้ผู้เรียนได้รับความรู้ใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้นค่ะ
นางสาวสุนทรี ถนอมพงษ์ รหัส55113400166 ตอนเรียน D1
กวีนิพนธ์ คือ บทร้อยกรองที่สร้างสรรค์ความงามด้วยอักษร จังหวะหรือท่วงทำนอง มีถ้อยคำที่สื่อสารอันอาจเป็นสัญลักษณ์หรือการสร้างภาพพจน์เพื่อให้อ่านเกิดจินตนาการได้อย่างสวยงามกว้างไกลและไร้ขอบเขตรวมทั้งเกิดความรู้สึกสะเทือนใจที่ลึกซึ้ง
- สัมผัสคล้องจอง พยางค์ที่คล้องจองด้วยเสียงของสระหรือเสียงของพยัญชนะ
- สัมผัสนอก สัมผัสนอกวรรคและนอกบท หรือระหว่างวรรค
สัมผัสใน สัมผัสในวรรคเดียวกันซึ่งมีทั้งสัมผัสสระและสัมผัสอักษรเพื่อความไพเราะ
- คำเสียงสูง เหมาะเป็นคำท้ายสุดของวรรครับของกลอนสุภาพ
- คำไวพจน์ คำที่มีความหมายอย่างเดียวกันหรือคำที่พ้องความหมาย
- คำเอก ได้แก่ ก่อน แต่ เนิ่น แม่ พ่อ ว่า
คำโท คือ คำที่มีวรรณยุกต์โท
บทร้อยกรองมี 5 ชนิด คือ
1. โคลง 2.ฉันท์ 3.กาพย์ 4.กลอน 5.ร่าย
สิ่งที่ได้เรียนรู้ใหม่
วรรณกรรม อะไรก็ตามที่เราเขียนขึ้นมาจัดว่าเป็นวรรณกรรม วรรณกรรมงานเขียนทุกประเภทมีอย่างเดียวที่ไม่เป็นวรรณกรรม คือ หนังสือเรียน เพราะเป็นสื่อที่ให้ความรู้ข้อเท็จจริง
วรรณคดี จะมีระยะเวลาที่นาน ในสมัยรัชกาลที่ 6 ถ้าหากวรรณคดีใดตราด้วยวรรณคดีสโมสรจัดว่าเป็นวรรณคดี
ข้อเสนอแนะ
ได้รู้จักการแต่งกาพย์ยานี11 ซึ่งทำให้เกิดความคิด การใช้ภาษาที่มีการสัมผัสในแต่ละวรรคแตาละบท ซึ่งทำให้ผู้เรียนได้รับความรู้ใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้นค่ะ
นางสาวสุนทรี ถนอมพงษ์ รหัส55113400166 ตอนเรียน D1
วันจันทร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2557
บันทึกสะท้อนการเรียนรู้ครั้งที่ 6
สิ่งที่ได้เรียนรู้ในครั้งนี้
ได้เรียนรู้เกี่ยวกับความหมายทางภาษา ที่ประกอบไปด้วย โวหารและภาพพจน์
โวหาร คือ กลวิธีในการใช้ภาษาด้วยการเลือกสรรค์ถ้อยคำมาเรียบเรียงในการเขียนเรื่องราวต่างๆ หรือพูดให้มีความหมาย
ประเภทของโวหาร
1.บรรยายโวหาร คือ กระบวนการที่แจกแจงอย่างละเอียด แจ่มแจ้ง
2.พรรณนาโวหาร คือ บรรยายเรื่องราวอย่างละเอียด ประณีต โดยแทรกอารมณ์โน้มน้าวให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์และภาพพจน์คล้อยตาม
3.เทศนาโวหาร คือ กระบวนการเขียนแบบแนะนำสั่งสอนโน้มน้าวให้ผู้อื่นเห็นและปฏิบัติตาม
4.อุปมาโวหาร คือ กระบวนการเขียนเปรียบเทียบให้เกิดความคมคาย
5.สาธกโวหาร คือ กระบวนการเขียนที่ยกตัวอย่าง
ความหมายของภาพพจน์
ถ้อยคำที่เป็นสำนวนที่ไม่กล่าวตรงไปตรงมาแต่ทำให้เกิดเป็นภาพและถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างกส้างขวาง
ความรู้ใหม่
ได้เรียนรู้เกี่ยวกับโวหารและภาพพจน์ที่มีความหมายและการใช้ที่แตกต่างกันโดนโวหารจะสื่อให้เห็นถึงชั้นเชิงหรือสำนวนแต่ภาพพจน์จะทำให้เห็นภาพและถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างกว้างขวาง
ข้อเสนอแนะ
การนำโวหารและภาพพจน์มาประกอบในการเรียนการสอนโดนการยกตัวอย่างทำให้ผู้เรียนมีความเข้าใจในการเรียนการสอนมากยิ่งขึ้น
นางสาวสุนทรี ถนอมพงษ์ รหัส55113400166 ตอนเรียน D1
ได้เรียนรู้เกี่ยวกับความหมายทางภาษา ที่ประกอบไปด้วย โวหารและภาพพจน์
โวหาร คือ กลวิธีในการใช้ภาษาด้วยการเลือกสรรค์ถ้อยคำมาเรียบเรียงในการเขียนเรื่องราวต่างๆ หรือพูดให้มีความหมาย
ประเภทของโวหาร
1.บรรยายโวหาร คือ กระบวนการที่แจกแจงอย่างละเอียด แจ่มแจ้ง
2.พรรณนาโวหาร คือ บรรยายเรื่องราวอย่างละเอียด ประณีต โดยแทรกอารมณ์โน้มน้าวให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์และภาพพจน์คล้อยตาม
3.เทศนาโวหาร คือ กระบวนการเขียนแบบแนะนำสั่งสอนโน้มน้าวให้ผู้อื่นเห็นและปฏิบัติตาม
4.อุปมาโวหาร คือ กระบวนการเขียนเปรียบเทียบให้เกิดความคมคาย
5.สาธกโวหาร คือ กระบวนการเขียนที่ยกตัวอย่าง
ความหมายของภาพพจน์
ถ้อยคำที่เป็นสำนวนที่ไม่กล่าวตรงไปตรงมาแต่ทำให้เกิดเป็นภาพและถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างกส้างขวาง
ความรู้ใหม่
ได้เรียนรู้เกี่ยวกับโวหารและภาพพจน์ที่มีความหมายและการใช้ที่แตกต่างกันโดนโวหารจะสื่อให้เห็นถึงชั้นเชิงหรือสำนวนแต่ภาพพจน์จะทำให้เห็นภาพและถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างกว้างขวาง
ข้อเสนอแนะ
การนำโวหารและภาพพจน์มาประกอบในการเรียนการสอนโดนการยกตัวอย่างทำให้ผู้เรียนมีความเข้าใจในการเรียนการสอนมากยิ่งขึ้น
นางสาวสุนทรี ถนอมพงษ์ รหัส55113400166 ตอนเรียน D1
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)